วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การเตรียมตัวมาทำงานที่ดูไบ



หลายๆ คน มักใฝ่ฝันที่จะมาทำงานที่ดูไบ  นั่นคงเป็นเพราะ  ดูไบ  เป็นเมืองเปิดรับแรงงาน   อีกทั้งค่าแรงก็แสนแพง  แต่ว่า  ก่อนที่จะเดินทางมาทำงานนั้น  ควรตัดสินใจ  และพิจารณาให้ดี  ว่าเราควรเตรียมตัว  เตรียมใจยังไงบ้าง
การส่งออกแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศนั้นเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน ในแต่ละปีมีผู้ที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศส่งเงินกลับเข้าประเทศปีละหลายล้านบาท แรงงานไทยนั้นเป็นที่ต้องการของหลายๆประเทศ โดยเฉพาะในประเทศทาง
แถบตะวันออกกลาง
ดูไบเป็นอีกเมืองหนึ่งที่แรงงานไทยนิยมเข้ามาทำงานกันมาก เพราะได้รับค่าตอบแทนที่ดีกว่าเมืองไทยเมื่อเทียบจากค่าเงินที่สูงกว่าแต่จะมีสักกี่คนที่ประสบความสำเร็จ และมีสักกี่คนที่พบกับปัญหาและอุปสรรค รัฐบาลไทยมีนโยบายให้การช่วยเหลือและคุ้มครองแรงงานไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านทางสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ในแต่ละปีทางสถานกงสุลฯจะได้รับเรื่องร้องเรียนถึงปัญหาต่างๆที่เกิดจากแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในดูไบมากมายหลายเรื่อง ส่วนใหญ่ผู้ที่มาร้องเรียนนั้นมักจะมาทำงานกันเอง ไม่ได้ผ่านหน่วยงานของรัฐ คือ สำนักงานจัดหางาน กรมแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน ส่วนผู้ที่หางานผ่านหน่วยงานของรัฐนั้นมักไม่ค่อยมีปัญหา เนื่องจากบริษัทที่ต้องการจ้างแรงงานไทยผ่านกรมแรงงานนั้นจะถูกตรวจสอบคุณสมบัติจากกรมแรงงานแล้ว
จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ที่มาร้องเรียนและขอความช่วยเหลือจากทางสถานกงสุลฯ นั้นพบว่าส่วนใหญ่แล้วจะหางานโดยผ่านคนรู้จักมีการแนะนำต่อๆกันมา ทำให้เกิดความเชื่อใจจึงเดินทางมา หลายคนที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้จึงถูกนายจ้างเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว หรือ
รู้ตัวแต่ไม่สามารถต่อรองได้ อีกหลายๆคนก็ถูกนายจ้างกระทำทารุณ บางคนได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ บางคนนายจ้างไม่ปฎิบัติตามสัญญาจ้างงาน บางคนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่นี่ได้ เหล่านี้เป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้หากผู้ที่ต้องการมาทำงาน
ในดูไบหรือประเทศอื่นๆมีการเตรียมตัวที่ดีก่อนมา

หลักปฎิบัติทั่วไปสำหรับผู้ที่ต้องการมาทำงานที่ต่างประเทศ
1.หากท่านหางานเองโดยผ่านทางคนรู้จัก หนังสือพิมพ์ หรือจากทาง website จัดหางาน ควรตอบสอบนายจ้างกับสำนักจัดหางาน กรมแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงาน ว่าเป็นผู้มีประวัติดีหรือไม่ เคยถูกลูกจ้างร้องเรียนมาก่อนหรือไม่
2.ตรวจสอบกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของการทำงานในประเทศนั้นๆให้เข้าใจก่อนที่ท่านจะตัดสินในเดินทางมาทำงาน
3.ควรศึกษาสัญญาจ้างงานให้เข้าใจ หากมีข้อใดที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ต้องแก้ไขก่อนที่ท่านจะเซ็นสัญญา
4.เตรียมความพร้อมส่วนตัวก่อนเดินทาง เช่น ทักษะในการทำงาน งานบางอย่างอาจต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ท่านต้องหมั่นฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ จึงจะสามารถแข่งกับผู้อื่นได้ หรือทักษะทางด้านภาษาที่จำเป็นต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อจะได้สื่อสารกันเข้าใจ และไม่ถูกเอาเปรียบ
5.เมื่อเดินทางมาถึง ควรจะมารายงานตัวกับสถานทูตหรือสถานกงสุลฯที่ประจำการอยู่ในประเทศนั้นๆ เมื่อเกิดปัญหาจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที
6.ควรศึกษาถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของประเทศที่ท่านจะเดินทางมาทำงานให้ดี เพื่อจะได้ปรับตัวให้อยู่อย่างมีความสุข
7.พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกประเทศย่อมต้องมีความแตกต่างกันในเรื่องของกฎหมาย ระเบียบปฎิบัติและวัฒนธรรม สิ่งที่เราทำได้ในบ้านเรา อาจไม่เป็นที่ยอมรับในที่อื่นๆ ท่านควรปฎิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆโดยเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง
8.หนังสือเดินทาง เป็นสิ่งที่สำคัญมากเมื่อท่านอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้นควรเก็บไว้กับตัวเอง ไม่ควรให้ผู้อื่นเก็บรักษา แม้กระทั่งนายจ้างเพราะหนังสือเดินทางเปรียบได้กับบัตรประจำตัวประชาชนของเรา รวมถึงเอกสารอื่นๆเช่น ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) หรือ
สัญญาการจ้างงานก็ควรเก็บรักษาให้ดี

ทั้งนี้หากท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถติดต่อได้ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaiconsulate.ae

Dubai : ดูไบ



เมื่อพูดถึงประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คนโดยทั่วไปมักจะนึกถึงดูไบเป็นอันดับแรก หลายคนคิดว่าดูไบนี่เองที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ หรือบางคนอาจจะคิดว่าดูไบเป็นชื่อประเทศเสียด้วยซ้ำ ซึ่งความจริงแล้วอาบูดาบีต่างหากที่เป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ดูไบซึ่งแม้จะเป็นเพียงรัฐเล็กๆกลับเป็นที่กล่าวขานถึงมากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครๆจะรู้จักดูไบมากกว่าเมืองอื่นๆ
ดูไบเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่หาได้ยากยิ่งในตะวันออกกลาง อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างตะวันออกและตะวันตก ความเจริญก้าวหน้าที่ดูไบนำเสนอต่อชาวโลก อาจจะดูขัดกับภาพลักษณ์ของประเทศอาหรับมุสลิมโดยทั่วไป ภูมิภาคในตะวันออกกลางนี้เคยประสบแต่ความเงียบเหงาและซบเซา ถึงจะร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่กลับมีการพัฒนาตามโลกไปอย่างช้าๆ หากเปรียบเทียบกับดูไบ ที่พัฒนานำโลกไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดูไบสามารถมีชื่อเสียงติดอันดับของโลกในด้านต่างๆอยู่ตลอดเวลา เชื่อกันว่าเป็นเพราะ วิสัยทัศน์ของเจ้าผู้ครองนครเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดูไบเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน การลงทุนสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญ และสนับสนุนนโยบายหลายอย่างที่เอื้อให้เกิดการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่องก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้ดูไบก้าวมาจนถึงทุกวันนี้
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นเป็นประเทศยอดนิยมของชาวตะวันตกที่มักจะเดินทางมาลงทุนทำการค้าโดยเฉพาะดูไบ เนื่องจากมีกฎหมายหลายข้อที่สนับสนุนการลงทุนเป็นพิเศษ อาทิเช่น ไม่มีการเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคล หรือภาษีการค้าต่างๆ สามารถโอนเงินเข้าออกประเทศได้โดยเสรี หรือการเปิดเขตการค้าเสรีที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100 % นอกจากนั้นสภาพสังคมที่เปิดกว้างรับวัฒนธรรมชาติตะวันตกได้ไม่ต่างจากวัฒนธรรมของตนเองทำให้ ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสที่ดูไบเพิ่มขึ้นทุกปี
แต่ในขณะที่มีนักลงทุนชาวต่างชาตินิยมมาทำงาน หรือลงทุนในดูไบเป็นจำนวนมาก กลับมีชาวไทยจำนวนน้อยมากที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจที่ดูไบ ทั้งๆที่เมืองไทยเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวดูไบ รวมไปถึงอาหารไทย หรือสปาไทยที่เป็นที่นิยมอย่างมาก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วร้านอาหารไทยหรือสปาไทยที่ดำเนินกิจการอยู่ในดูไบนั้น เจ้าของจะไม่ใช่ชาวไทย หรือแม้แต่ผู้ปรุงอาหารก็ไม่ใช่ชาวไทย จึงเกิดเป็นคำถามว่า เพราะเหตุผลใดชาวไทยจึงไม่นิยมมาทำธุรกิจที่ดูไบ
ดูไบนั้นมีส่วนแบ่งในธุรกิจภาคน้ำมันแค่ร้อยละ 3 ของประเทศเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นธุรกิจการท่องเที่ยว การขนส่ง การค้าระหว่างประเทศ การก่อสร้าง และการบริการภาคการเงิน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวนั้น ถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของภาคเศรษฐกิจของดูไบเลยทีเดียว มีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 11.2 ล้านคนภายปี 2012 ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของภาครัฐที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในทุกๆด้าน เช่น สร้างระบบสินค้าปลอดภาษี เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาชั้นนำของโลก เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้ผู้คนมาที่ดูไบเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีการก่อสร้างโรงแรมและการสร้างงานในธุรกิจบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว นี่อาจจะเป็นโอกาสหนึ่งของคนไทยที่จะเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจนี้ นอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจประเภทอื่นๆเช่น โรงพยาบาล บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ชาวดูไบเองก็มีอัตราการใช้จ่ายต่อวันต่อคนประมาณ 27 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2008) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในอัตราการใช้จ่ายเงินที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทีเดียว
นอกจากนั้นดูไบยังถูกจัดเป็นเมืองที่แพงที่สุดของโลกอันดับที่ 52 (ปี 2008) โดยพิจารณาจาก
- มูลค่าของสกุลเงิน
- ความมั่นในของผู้บริโภค
- การลงทุน
- อัตราดอกเบี้ย
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของสกุลเงินในประเทศ
- ราคาอสังหาริมทรัพย์
ส่วนในเรื่องของการเงินนั้น ดูไบพยายามที่จะเป็นฐานของตลาดการเงินโลก จะเห็นได้จากการที่ดูไบมีบริษัทที่อยู่ในสถาบันการเงินและธนาคารชั้นนำของโลกมากกว่า 600 บริษัท และจากการจัดอันดับของ London’s Global Financial Centre Index (GFCI) เมื่อปี2008 ดูไบอยู่ใน อันดับที่ 24 ของตลาดการเงินโลก และเป็นอันดับ 1 ของเมืองที่นักธุรกิจทั่วโลกสนใจที่เข้ามาทำธุรกิจด้วย ทำให้ภาคการเงินของดูไบเข้มแข็งมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆกลุ่มประเทศตะวันออกกลางด้วยกัน
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นประตูการค้าของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ ปี 2541 โดย 8 เดือนแรกของปี 2551 (ม.ค.-ส.ค) มีมูลค่าส่งออกจากไทยไปตะวันออกกลางจำนวน 6,504 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.6% ขณะที่มูลค่านำเข้าจากตะวันออกกลางมีจำนวน 20,567 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75.3% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมัน โดยเป้าหมายของประเทศไทยที่จะขยายมูลค่าการส่งออกในปี 2552 ไปยังตะวันออกกลางมีจำนวน 11,090 ล้านดอลล่าร์สหรัฐขยายตัว 17.5% โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 5.9% จากสิ้นปี 2551 ที่คาดว่าส่วนแบ่งตลาดจะอยู่ที่ 5.5% และในอีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ส่งออกอันดับที่ 5 ในภูมิภาคนี้
แม้ว่าดูไบจะออกกฎระเบียบต่างๆเพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนชาวต่างชาติ มาลงทุนมากขึ้นก็จริง แต่ก็ยังมีกฎระเบียบและข้อบังคับอีกหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เช่นการขอวีซ่าเข้าประเทศ การจดทะเบียนขออนุญาตจัดตั้งบริษัท และการที่
ต้องมีผู้สนับสนุนเป็นชาวพื้นเมืองในการจัดตั้งบริษัท หรือการเปลี่ยนแปลงระเบียบข้อบังคับโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า เป็นต้น แต่หากมีการศึกษาข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว เชื่อว่ายังมีโอกาสเปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจจะมาลงทุนทำธุรกิจที่นี่อย่างแน่นอน รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงจุดนี้จึงได้พยายามส่งเสริมด้านข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นในการทำธุรกิจที่ดูไบเพื่อให้นักธุรกิจไทยที่สนใจที่จะเปิดกิจการที่ดูไบ หรือนักธุรกิจชาวดูไบที่สนใจจะลงทุนทำธุรกิจที่เมืองไทยได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความเห็นและ โอกาสในการดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายโดยผ่านสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ หรือ ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ที่พร้อมจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจที่จะทำธุรกิจที่ดูไบ

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   http://www.thaiconsulate.ae/

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทอม ครูซ กับ M:I-4 ที่ดูไบ

เตรียมระเบิดความมันส์! ทอม ครูซ เปิดตัวหนัง M:I-4 ที่ดูไบ
 
เตรียมระเบิดความมันส์กันได้เลย! เพราะ พระเอกฮอลลีวูดชื่อก้องโลก ทอม ครูซ เปิดตัวทีมนักแสดงชุดใหม่ในภาพยนตร์แอ็คชั่นสายลับภาคล่าสุด "Mission: Impossible Ghost Protocol" ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
โดยงานนี้นอกจากพระเอกของเรื่องอย่างครูซแล้ว ยังมีนักแสดงจากหนังออสการ์ปีล่าสุดเรื่อง Hurt Locker อย่าง เจรเมี่ เรนเนอร์ พ่วงด้วยดาราสาว พอลล่า แพตตัน และ แบรด เบิร์ด ผู้กำกับคนใหม่ของเรื่อง
"ทอม ครูซ" ประกาศถึงชื่อของหนัง Mission Impossible 4 อย่างเป็นทางการ ซึ่งหนังจะไม่ได้ใช้ชื่อ MI4 ตามงานสองภาคก่อนอย่าง MI2 และ MI3 แล้ว แต่จะเป็น "Mission: Impossible Ghost Protocol"
            ในเทศกาลหนังเมืองโดฮา ทอม ครูซ ได้เผยถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของหนัง Mission Impossible 4 รวมถึงชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะแตกต่างจากหนังในภาคก่อน ๆ เพราะจะไม่มีการใช้เลขลำดับภาค กำกับไว้ในชื่อเรื่องแล้ว ... "อย่างนึงที่ผมต้องการมาตลอดสำหรับหนังชุดนี้ก็คือ การไม่ต้องตั้งชื่อตามตัวเลขไปเรื่อย ๆ" ครูซ กล่าวระหว่างร่วมงานเทศกาลหนังที่ประเทศกาตาร์ "Paramount ทำได้เยี่ยมมากครับ ในการตั้งชื่อเรื่อง มันจะไม่ใช่ MI4 แต่จะเป็น Mission: Impossible Ghost Protocol"     
            โดยขณะนี้หนังกำลังอยู่ระหว่างถ่ายทำในเมืองใหญ่ ๆ หลายแห่งทั่วโลก รวมถึง ดูไบ, กรุงปราก และแคนาดา ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดต่าง ๆ มากนัก นอกจากเนื้อเรื่องคร่าว ๆ ว่าตัวเอกของเรื่องอย่าง อีธาน ฮันต์ ซึ่งรับบทโดย ครูซ จะต้องฝึกฝนเจ้าหน้าที่คนใหม่ให้กับหน่วยงาน โดยหนังจะมีผู้กำกับชื่อดัง แบรด เบิร์ด เจ้าของหนังการ์ตูน The Iron Giant, The Incredibles และ Ratatouille มาจับงานหนังคนแสดงเป็นเรื่องแรก มีกำหนดเข้าฉายในเดือน ธ.ค. 2011     
             ในโอกาสเดียวกัน ครูซ ยังพูดถึงโครงการสร้างภาคต่อ Top Gun ซึ่งกำลังถูกพัฒนาที่ Paramount Pictures โดย เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ และผู้กำกับ โทนี่ สก๊อต สองกำลังสำคัญจากภาคแรก ซึ่งพระเอกวัย 48 ปี ยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธในการกลับไปรับบท พีท 'มาเวอร์ริค' มิตเชล ตัวละครที่สร้างชื่อให้กับเขาเมื่อ 24 ที่แล้ว และกล่าวถึงเรื่องนี้แบบกลาง ๆ ว่า "ยังคงเป็นเรื่องระยะยาวครับ คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ๆ อะไรถึงจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้"






มาดหนุ่มหล่อ  กับตึกสูงเสียดฟ้า










โอ้ย  อยากได้มาเป็นคู่ควง   เห็นแล้วต้องรีบหาผ้ามาเช็ดปาก  อิอิ  น้ำหมากกระเด็น

credit by manager.co.th

Burj Khalifa เบร์จคาลิฟา

Burj Khalifa   เบร์จคาลิฟา  เดิมชื่อ เบร์จดูไบ  Burj Dubai - เป็นตึกระฟ้าสูงยวดยิ่ง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552 และเปิดให้ใช้ได้อย่างเป็นทางการ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาขนาดยักษ์มีที่ตั้ง ณ "ชุมทางเชื่อมต่างระดับที่ 1" ของถนนชิค ซาเยดและถนนโดฮา
ณ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551 ตัวอาคารได้ก่อสร้างขึ้นสูงถึง 629 เมตร ด้วยการแซงหน้า เสา KVLY-TV ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งสูง 628.8 เมตร กลายมาเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกแล้ว และในปัจจุบันสูงกว่า 828 เมตร
เบิร์จคาลิฟาออกแบบโดยสถาปนิก เอเดรียน สมิธ สถาปนิกจากชิคาโก จากสำนักงานสถาปนิก เอสโอเอ็ม (SOM - สคิดมอร์ โอวิงส์ แอนด์ เมอร์ริลล์) โดยมีจอร์จ เอฟสตาทิวแห่งเอสโอเอ็มเป็นผู้บริหารโครงการ เอเดรียน สมิทที่เคยอยู่กับเอสโอเอ็มมาก่อนเป็นผู้ร่วมออกแบบ วิศวกรโครงสร้างของตึกคือบิลล์ เบเกอร์[5] โดยมีบริษัทออกแบบภายนอกชื่อ ซีบีเอ็ม เอนจิเนียร์ได้รับการว่าจ้างเป็นผู้กำกับดูแล (Third Party Peer Review) โดยมีความสูงประมาณ 818 เมตร และเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ตัวตึกได้ทำสถิติกลายมาเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกมีความสูงถึง 546 เมตร แซงตึกไทเป 101 เรียบร้อย (สูงกว่าตึกไทเป 101 ประมาณ 97 เมตร และสูงกว่าอาคารใบหยก 2 218 เมตร)
อีมาร์ พรอพเพอร์ตี้ ยืนยันว่าความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งมีชั้นที่เรียกว่าชั้นหลบภัยระหว่างชั้นที่ 25-30 ซึ่งทนไฟมากกว่า และมีระบบอากาศแยกจากส่วนอื่นในกรณีฉุกเฉิน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก แข็งแรงกว่าตึกระฟ้าทั่วไปที่เป็นโครงเหล็ก และอาคารแข็งแรงมาก เครื่องบินไม่อาจพุ่งทะลุอาคารได้แบบอาคารเวิร์ล เทรด เซ็นเตอร์ของสหรัฐฯ ในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

 สวยสง่าในกลางวัน



สวยเด่นแม้กลางคืน



นี่แหละสูงเสียดฟ้าของจริง

on top of the Burj Khalifa



Burj Khalifa  fireswork





สุดๆๆ  กันเลยใช่ไหมค่ะ    555555   ค่าเข้าชมไม่แพงเลยค่ะ  คนละ   400  ดีแรม  ( 3,040 บาท ) 

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

party at Atlantis

           วันคริสมาสของที่ทำงานคุณสามี    ที่บริษัทเลยจัดไปทานข้าวที่แอตแลนติส   ได้เก็บภาพสวยๆ ( ของอิฉันเอง อิอิ ) มาฝากจ้า  แถม บรรยากาศภายใน

           Atlantis  โรงแรมหรูหราแห่ง  The Palm Jumeirah  ซึ่งเป็นโรงแรมสุดหรูที่มี  Aquarium  ขนาดใหญ่อยู่ภายในโรงแรม  และตกแต่งอย่างวิจิตอลังการ   อีกทั้งยังมีเครื่องเล่นทางน้ำทุกชนิด  และมีการโชว์ปลาโลมาอีกด้วย  แถมแหล่งช้อปปิ้งภายใน  ร้านอาหารสุดหรู  เรียกว่ามาที่นี่ที่เดียว  ก็คุ้มสุดคุ้มแล้วค่ะ  ส่วนตัวผู้เขียนได้แวะชมก็ในส่วนของห้องอาหารที่ราคาไม่แพ๊ง ไม่แพง ( เหงื่อตกค่ะสำหรับคนไม่มีเงินเดือนอย่างดิฉัน )  เพราะอาหารจะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์  คนละ   325  ดีแรม ( 2,470 บาท ) ไม่แพงเลยใช่ไหมค่ะ

เส้นทางสู่  แอตแลนติส



ทำจากแก้ว  ประดับกลางห้องโถง  สวยมากๆๆ ค่ะ



ประตูทางเข้าสู่โรงแรมแอตแลนติส



ตามทางเดินประดับด้วยโคมไฟเปลือกหอยสวยแปลกตา



ห้องอาหาร แบบบุฟเฟต์  325 ดีแรมต่อคนจ้า กิน ดื่ม ฟรีไม่มีอั้น  5555




อันนี้มุมโปรดผู้เขียนค่า  ตากีลาร์  แจ่มมาก




อันนี้ก็มุมโปรด  อาหารทะเล  ชอบ ชอบ




ส่วนอันนี้เป็นมุมอาหารไทย  ส้มตำ ตำแตง  ยำปลาแห้ง ยำเนื้อ  ยำกุ้งแห้ง



ผลไม้สดๆๆๆ จ้า



ตบท้ายด้วยซานตาครอสน้ำแข็ง แต่แหม  หนุ่มข้างหลังน่ารักใช่เล่น  อิอิ

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

video Dubai ความยิ่งใหญ่ของดูไบ



ความยิ่งใหญ่ของดูไบ



The world dubai




Duai world Island


Dubai  City



Dubai Fountain

Dubai Fountain น้ำพุที่สูงที่สุดในโลก

"Dubai Fountain" หรือน้ำพุแห่งดูไบ ตั้งอยู่ในทะเลสาป "เบิร์จ ดูไบ" เคียงข้างตึกสูงที่สุดในโลกที่มีชื่อเดียวกับทะเลสาป และยังอยู่ระหว่างดูไบ มอลล์ โรงแรม Souk Al Bahar และโรงแรม The Address Downtown Burj Dubai
น้ำพุนี้มีความยาว 900 ฟุตหรือ 275 เมตร ซึ่งใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 2 สนาม (ยาวกว่าน้ำพุ Fountains of Bellagio ที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา และใหญ่กว่าราว 25%)
"Dubai Fountain" สามารถพ่นน้ำ 22,000 แกลลอน (83,000 ลิตร) ขึ้นไปบนอากาศได้สูงถึง 150 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 50 ชั้น สามารถมองเห็นได้ในระยะกว่า 321 ก.ม. (200 ไมล์) จากที่สูง หรืออาจมองเห็นได้ไกลจากแนวราบหากท้องฟ้าอากาศแจ่มใส
น้ำพุ "Dubai Fountain" ออกแบบโดยบริษัท WET Design จากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผลงานชิ้นโบว์แดง คือ การออกแบบน้ำพุ Fountains of Bellagio ที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา นั่นเอง
ในการแสดงน้ำพุ "Dubai Fountain" จะใช้ไฟทั้งสิ้น 6,600 ดวง โปรเจคเตอร์สี 50 ตัว ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะแสดงประกอบดนตรีครั้งละประมาณ 5 นาที
น้ำพุดังกล่าวใช้งบประมาณในการก่อ สร้างทั้งสิ้นกว่า 7.2 พันล้านบาท (AED 800 ล้าน) รวมค่าก่อสร้างทะเลสาปขนาด 30 เอเคอร์ (75.8 ไร่)

 
















ภาพความประทับใจ   จากการแสดงน้ำพุที่สูงที่สุดในโลก Dubai Fountain  กับดนตรีเพราะๆๆ